Archive for the 'Musics | Films' Category

The Bluetones / Slight Return

October 21, 2009

Coldplay | Life in Technicolor ii

January 23, 2009

The Killers | Human EMA 08 (live)

November 16, 2008

more about "The Killers Human EMA 08", posted with vodpod

The Verve | Forth

October 26, 2008

‘FORTH’ RELEASE DETAILS

We are pleased to announce release details of The Verve’s forthcoming new album. Titled ‘Forth’, it will be released on Monday August 25th. The track listing will be:

01. Sit And Wonder
02. Love Is Noise
03. Rather Be
04. Judas
05. Numbness
06. I See Houses
07. Noise Epic
08. Valium Skies
09. Columbo
10. Appalachian Springs

One Night Only

August 14, 2008

more about “Just For Tonight“, posted with vodpod

One Night Only ก่อตั้งขึ้นในช่วงหน้าร้อนปี 2003 ในช่วงแรกประกอบด้วยสมาชิก คือ Mark Hayton, Daniel Parkin, Sam Ford และเพื่อนจากโรงเรียนเดียวกัน, Kai Smith ในช่วงนั้นทางวงยังไม่มีนักร้องนำอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จนกระทั่ง Gorge Craig คนรู้จักของญาติของ Sam Ford เข้ามาร่วมวงด้วย และถูกขอจากทางวงให้เป็นนักร้องนำ แต่ตัวเขาเองนั้นก็ยังยืนยันที่จะเล่นกีตาร์ต่อไป เป็นช่วงเดียวกับที่ Kai Smith ออกจากวงไป โดยในยุคแรกของวงนั้นมักจะเล่นเพลงของวงอย่าง Blink-182 และ New Found Glory ควบคู่ไปกับเพลงของตัวเอง

ชื่อวง One Night Only ตั้งขึ้นเมื่อทางวงถูกขอให้ขึ้นเล่นคอนเสิร์ต ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีชื่อวงอย่างเป็นทางการ สมาชิกในวงจึงตั้งชื่อนี้ขึ้นมาล้อเลียนกับความหมายว่า “แค่คืนนี้คืนเดียวเท่านั้น” แต่ในที่สุดชื่อนี้ก็ถูกใช้มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน คอนเสิร์ตครั้งแรกนั้นมีขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคม 2003 และเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อเสียงในยุคแรกของวง

ปี 2005 มือคีย์บอร์ดชื่อ Jack Sails เข้าร่วมวง และในปี 2007 ทางวงได้ออกทัวร์คอรเสิร์ตกับวง Milburn และ The Pigeon Detectives และมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2008 สำหรับการแสดงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่วงเคยจัดนั้นเกิดขึ้นในช่วง ฤดูใบไม้ร่วงปี 2008 นอกจากนั้นพวกเขายังได้เข้าร่วมเทศกาลดนตรีที่สำคัญอย่าง Isle of Wight, Oxegen และ Glastonbury ในปีนี้อีกด้วย

ซิงเกิ้ลแรกที่ทางวงปล่อยออกมาคือ “You and Me” ในเดือนตุลาคมปี 2008 ซึ่งก็ต้องผิดหวังกับการผ่านเข้าสู่ 40 อันดับเพลงยอดนิยมของอังกฤษ ในอันดับสูงสุดที่หมายเลข 46อย่างไรก็ดี ซิงเกิ้ลถัดมาคือ “Just For Tonight” จากอัลบั้ม Started A Fire ก็ถือเป็นความสำเร็จที่น่ายินดีของวง เมื่อไต่ชาร์ทเพลงของอังกฤษขั้นไปถึงอันดับที่ 9

ข้อมูลจาก Wikipedia

Across The Universe | รักนี้..คือทุกสิ่ง

August 14, 2008
  
ด้วยความมุ่งมั่น ในการสร้างภาพยนตร์คุณภาพที่แปลกใหม่ โซนี่ พิคเจอร์ส และ เรฟโวลูชั่น สตูดิโอ จึงก้าวข้ามโลกภาพยนตร์ไปอีกขั้น..สู่ภาพยนตร์ระดับมิวสิคคัลชั้นเยี่ยม โดย จูเลีย เทย์มอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ดังเรื่อง Frida, Titus และละครเพลงบลอดเวย์ยอดนิยมตลอดกาล “The Lion King” และผู้เขียนบท ดิค เคลเมน, เอียน ลา เฟรอเนส จากภาพยนตร์เรื่อง The Commitments ที่จะรังสรรค์จินตนาการศิลปภาพยนตร์พร้อมกับบทเพลงอันไพเราะกว่า 30 เพลง เช่น “Hey Jude,” “I Am the Walrus,” and “All You Need is Love มาผูกเป็นเรื่องราวความรักโรแมนติคร่วมสมัยบนแผ่นฟิลม์

 ในยุคต่อต้านสงครามเมื่อปี 60  วัยรุ่นมีอิสรภาพทางความคิด  และอุทิศตัวให้กับดนตรีร๊อค แอนด์ โรล   ท่ามกลางกระแสสังคมที่ต่อต้านการเข้าร่วมรบในสงครามเวียตนามของกองทัพอเมริกา ความรักระหว่างชายหนุ่มแห่งเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ   “จู๊ด” (จิม สเตอร์แกส) และหญิงสาวอเมริกันผู้มั่งคั่ง “ลูซี่” (เอวาน ราเชล วู้ด) และมิตรภาพพองเพื่อนนักดนตรี ก็ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ โดยมี ดอกเตอร์โบโน่ และ มิสเตอร์ ไคท์ เป็นผู้ชี้แนวทาง …ความเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้คู่รัก และพองเพื่อนต้องพลัดพรากไปไกลคนละทวีป สิ่งเดียวที่จะชักนำให้ จู้ด-ลูซี่ และทุกๆคนผ่านพ้นอุปสรรค และกลับมาพบกันอีกครั้ง คือ..ความรัก เท่านั้น

เรฟโวลูชั่นสตูดิโอ ภูมิใจเสนอผลงานล่าสุดจากแมทธิว กรอส และทีมท้อด์ โปรดักชั่น จากผลงานกำกับโดย จูเลีย เทย์มอร์, Across the Universe นำแสดงโดย เอวาน ราเชล วู้ด จิม สเตอร์แกส โจย์ แอนเดอร์สัน อำนวยการสร้างโดย ซูซานน์ ท้อดด์ และแมทธิว กรอส บทภาพยนตร์โดย ดิค เคลเมนต์ และเอียน ลา เฟรอเน่ และทีมงานที่คร่ำหวอดด้านภาพยนตร์ และเพลงที่รวมตัวกันเพื่องานนนี้อย่างคับคั่ง นอกจากนี้ยังได้บุคคลที่โดดเด่นในวงการเพลงมาเป็นดารารับทั้งสิลปินวง U2 โบโน่ ,ซัลม่า ฮาเย็ค ,เอ็ดดี้ อิซวาด และนักร้องโจว์ คอกเกอร์

ข้อมูลจาก mthai.com

Coldplay – Viva La Vida

July 29, 2008

 

 

more about “Coldplay – Viva La Vida“, posted with vodpod

บทความจาก:  www.yesindie.com

Listen to:

1. Life in Technicolor | 2. Cemeteries in London | 3. Lost! | 4. 42 | 5. Lovers in Japan/Reign of Love | 6. Yes/Chinese Sleep Chant (Hidden Song) | 7. Viva La Vida | 8. Violet Hill | 9. Strawberry Swing | 10. Death and All His Friends/The Escapist (Hidden Song)

ในช่วงเดือนนี้ กระแสข่าวคราวเกี่ยวกับอัลบั้มใหม่ของ Coldplay ค่อนข้างจะมาแรงพอสมควร ทำให้แฟนๆของวงนี้ต้องเก็บเงินเพื่อจะเอางานชุดนี้กลับมาให้ได้ แต่ในเมื่อค่าย EMI ในบ้านเราก็ปิดตัวไปแล้ว จึงกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากในการหาซื้ออัลบั้มนี้ไปโดยปริยาย แต่แล้วแผงซีดีขาใหญ่อย่าง B2S ก็ใจกล้าเอาซีดีอัลบั้มนี้ผ่านทางค่ายอิมแพ็คซึ่งเป็นตัวแทนนำเข้าแผ่นจากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งคาดว่ากรณีนี้จะเกิดขึ้นกับอัลบั้มใหม่ของ Sigur Ros ด้วยเช่นกัน ส่วนงานชุดนี้ของ Coldplay นั้นออกมาตั้งแต่วันที่ 12 ที่ผ่านมานี้เอง (วันนั้นเป็นวันเกิดของผู้เขียนเองด้วย) หลังจากวางแผงได้ไม่นาน งานชุดนี้ก็ขึ้น Top Album ใน UK Chart อย่างรวดเร็ว เนื่องจากยอดขายที่อังกฤษนั้นสูงในระยะเวลาอันสั้น วงที่ขายได้ดีอย่างรวดเร็วแบบนี้ก็หายากอยู่พอควร โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในค่ายเล็กๆก็คงจะไม่ต้องพูดถึงกันเลยละว่ามันแย่แค่ไหน (ในกรณีนี้ยกเว้นกลุ่มศิลปินที่เล่นโดรนเมทัล เพราะพวกเขาคงจะดีใจมากถ้าขายได้เกิน 100 แผ่น)

งานใหม่ของ Coldplay ชุดนี้มีการลงทุนค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ไล่ไปตั้งแต่โปรดักชั่นที่สวยงาม โดยพวกเขานำรูป “Liberty Leading the People” ของ Eugene Delacroix จิตรกรในยุคต้นศตวรรษที่ 19 ขึ้นมาเป็นหน้าปก ภาพนี้ถูกวาดขึ้นเพื่อระลึกถึงการปฏิวัติของประเทศฝรั่งเศสในปี 1830 ส่วนชื่ออัลบั้มนั้นแปลว่า “ใช้ชีวิตอย่างยาวนาน” และมีที่มาจากภาพวาดชิ้นหนึ่งของจิตรกรชาวเม็กซิกันที่ชื่อ Frida Kahlo ชีวประวัติของเธอถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ด้วย หลายๆคนคงจะคุ้นกันนะครับสำหรับภาพยนตร์เรื่อง Frida ที่แสดงนำโดย Salma Hayek ที่ออกมาในปี 2002 ส่วนแพ็คเกจนั้นก็ออกมาเป็น Gatefold Sleeve ซึ่งจะเป็นเหมือนซองที่บรรจุแผ่นเสียงนั่นเอง และภายก็จะบรรจุบุ๊คเล็ตเอาไว้นั่งดูเครดิตกันเพลินๆ (ไม่มีเนื้อเพลงหรอกครับ) สำหรับอาร์ตเวิร์คข้างในก็ค่อนข้างรกกว่าชุดที่แล้วๆมา เรียกว่าใกล้เคียงกับอัลบั้ม Hail to the Thief ของ Radiohead เลยก็คงจะได้ละกระมัง และอีกช่องหนึ่งก็บรรจุซองใส่ซีดีซึ่งสามารถเก็บได้ง่าย (แถมลดปัญหาโลกร้อนอีกด้วย)

งานดนตรีในชุดนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน เรียกว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็คงจะได้ และอีกอย่าง พวกเขาก็ได้โปรดิวเซอร์ระดับแถวหน้าในวงการดนตรีอย่างลุงไบรอัน อีโน มาช่วยเสริมความเข้มข้นให้มากขึ้นไปอีก พวกเราจะได้ยินเสียงคีย์บอร์ดและ Soundscapes ที่ลุงอีโนเป็นผู้สร้างสรรค์อย่างครอบคลุมไปเกือบทั้งอัลบั้ม พร้อมกันนี้ก็จะมีเสียงเครื่องสายรวมอยู่ด้วย ทำให้รายละเอียดของแต่ละเพลงมีรายละเอียดมากขึ้น ส่วนเครื่องดนตรีหลักของวงก็มีบทบาทในการสร้างเสียงมากขึ้นกว่าชุดที่แล้วๆมาอีกด้วย อารมณ์ของแต่ละเพลงจึงดู “สว่าง” มากกว่าเดิมบ้างไม่มากก็น้อย กีต้าร์ของ Jonny ได้สร้างริฟที่สะอาดมากขึ้นเพื่อประสานงานกับเบสอย่างรู้ใจ แล้วเขาก็สร้างสุ้มเสียงที่แตกต่างไปจากชุดก่อนๆมาก (สามชุดที่ผ่านมาซาวด์จะไม่หนีกันเท่าใดนัก) ส่วนกลองก็สร้างลูกเล่นได้มากขึ้นเช่นกัน แต่ว่าเพลงในอัลบั้มนี้จะเน้นไปทางเพลงจังหวะกลางมากกว่า ทำให้ Will ตีได้อย่างสบายๆ พร้อมกับเบสที่สร้างเสียงได้หนาเพื่อให้ตัวเพลงแน่นยิ่งขึ้น ส่วนการเล่นเปียโนของพี่คริสก็เสมอตัว แต่ด้วยภาคดนตรีที่เปลี่ยนไปทำให้ต้องปรับเปลี่ยนการเล่นไปนิดหน่อยเท่านั้น และตัวพี่เขาเองก็ร้องเพลงได้อย่างชาญฉลาดโดยเลือกที่จะใช้เสียงต่ำมากกว่าการหลบเสียง เพื่อให้เกิดอารมณ์เพลงอีกแบบหนึ่ง เนื่องจากเราได้ยินเสียงหลบสูงของเขามาสามชุดแล้ว ถ้าเปลี่ยนแบบแผนบ้างจะเป็นอะไรไป นอกจากนี้ก็ยังมีเสียงร้องประสานอยู่บ้างเป็นช่วงๆ

เพลงบางเพลงในอัลบั้มนี้ก็เข้าใกล้ความเป็นโพสร็อคมากพอควร แต่บางเพลงก็มีกลิ่นอายของ U2 อยู่บ้าง อาทิเช่น Hidden Track ที่ต่อจากเพลง Yes ซึ่งก็คือ Chinese Sleep Chant ที่ดูเหมือนจะมีอิทธิพลมาจาก Beautiful Day ของวงหลังอยู่กลายๆ เพียงแต่ถ้าซาวด์กีต้าร์แรงกว่าอีกนิดละก็จะกลายเป็น U2 อย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนเพลงบางที่เข้าใกล้โพสร็อคนี่คงเป็นเพราะการออกแบบเสียงกีต้าร์ที่เกื้อกูลกับเครื่องดนตรีอื่นๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือเพลง Hidden Track ที่ต่อจากเพลงสุดท้ายของอัลบั้ม The Escapist ที่เน้นการใช้กีต้าร์และ Soundscapes เป็นหลัก ซึ่งผมก็คิดว่าพวกเขาต้องการที่จะทดลองในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน พวกเขาจงใจจะให้ Life in Tecnicolor เป็นอินโทรและ The Escapist เป็นเอาโทรของอัลบั้ม แต่สิ่งที่ทำให้ดนตรีของ Coldplay เปลี่ยนไปจริงๆก็คือ การที่ลุงอีโนสร้าง Soundscapes ขึ้นมาเพื่อนำไปประกอบกับทำนองได้อย่างงดงาม พร้อมกันนั้นแกก็ได้เอาอิทธิพลของตัวแกเองเข้าไปในเพลงของวงด้วยเล็กน้อย โดยที่อาจจะยังไม่รู้ตัว

อัลบั้มชุดนี้คือการกลับมาอย่างก้าวกระโดดของ Coldplay เลยก็คงจะได้ ด้วยความที่ดนตรีของพวกเขามีความเปลี่ยนไปมากเช่นนี้ ก็อาจจะส่งผลให้แฟนเพลงเก่าๆของวงไม่ชอบชุดนี้ คงเป็นเพราะบางส่วนยังถวิลหาดนตรีบริทปอปที่ไพเราะแบบหม่นๆที่พวกเขาเคยทำอยู่ แต่ถ้าคนที่เพิ่งจะฟังชุดนี้เป็นชุดแรกก็คงจะหลงรักเข้าได้ เพราะแต่ละเพลงก็เข้าถึงได้ไม่ยากจนเกินไป และยังสามารถฟังได้ตั้งแต่ต้นจนจบ อัลบั้มนี้น่าจะเป็นอัลบั้มที่ “สว่าง” ที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยทำมาก็เป็นได้ ส่วนงานดนตรี ผมขอจัดให้ไปอยู่ในหมวดอาร์ตร็อคก็แล้วกันนะครับ  เพราะพวกเขาสร้างสีสันที่สวยงามเหมือนกับภาพวาดบนปกอัลบั้ม บางทีมันอาจจะเป็นมาสเตอร์พีซในใจคุณไปแล้วก็ได้ ลองติดตามดูครับ

โดย ดีเจ [-]

www.yesindie.com