Archive for August, 2008

Chatou | h2o architectes

August 26, 2008

ข้อมูลและรูปภาพเพิ่มเติมจาก Dezeen โดย: Rose Etherington  รูปภาพโดย Stéphane Chalmeau.

Chatou ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิกจากปารีสชื่อ h2o architectes เป็นโครงการศาลาพักอาศัยที่ซึ่งพื้นที่ใช้สอยภายในทั้งหมดถูกสร้างขึ้นมาจากเฟอร์นิเจอร์ โดยอาคารหลังนี้ประกอบด้วยระดับที่แยกกัน 4 ระดับ พื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 12 ตารางเมตรถูกออกแบบเพื่อเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่ต้องการพื้นที่อยู่อาศัยส่วนตัวภายในสวนของบ้าน

วัสดุหลักของโครงการคือแผ่นไม้อัดประกอบกันเป็นเฟอร์นิเจอร์และพื้นที่สำหรับกิจกรรมการพักผ่อน นอนหลับ เรียนหนังสือ และชำระล้าง

ที่ตั้งอาคารซึ่งอยู่ในสวนหลังบ้านนี้ถูกปล่อยปะละเลยมานานหลายปี ประกอบกับความต้องการของลูกที่อยู่ในวัยรุ่นมีความต้องการพื้นที่เป็นของตัวเอง ถือเป็นจุดริเริ่มการสร้างพื้นที่แห่งนี้ขึ้น โดยกิจกรรมทุกอย่างจะถูกจัดวางลงไปในพื้นที่จำกัดเพื่อให้ครอบคลุมความต้องการใช้พื้นที่ในชีวิตประจำวันทั้งหมด ยกเว้นแต่พื้นที่รับประทานอาหารที่ครอบครัวตกลงกันว่าจะยังใช้พื้นที่หลักในบ้านร่วมกันอยู่การออกแบบคำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยที่จำกัดเป็นหลักทำให้เกิดลักษณะการใช้พื้นที่ทับซ้อนกัน และรายละเอียกของเฟอร์นิเจอร์ต่างๆก็ถูกออกแบบมาอย่างปราณีตและตอบสนองความต้องการการใช้สอยรูปแบบต่างๆได้อย่างครบถ้วน

Endoskeletons | Alon Meron

August 26, 2008

ข้อมูลและรูปภาพเพิ่มเติมจาก Dezeen by: Rose Etherington

Endoskeletons เป็นโครงงานออกแบบโดย designer Alon Meron ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดในห้องถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน ด้วยจุดมุ่งหมายของผู้ออกแบบที่จะนำเอาระบบโครงกระดูกในร่างกายมนุษย์มาประยุกต์ใช้กับพื้นที่อยู่อาศัย โดยการจัดวางองค์ประกอบต่างๆที่จำเป็นในห้องนั่งเล่นไว้รอบๆระบบโครงสร้างแบบ frame แทนที่การจัดวางในกล่องสี่เหลี่ยมที่เป็นห้องหรือพื้นที่ใช้สอยแบบที่ทำกันทั่วไปภายในบ้าน

ข้อความจาก Meron:

Endoskeletons and Exoskeletons

ร่างกายของเราถูกรองรับด้วยโครงกระดูกที่อยู่ภายใน และความคิดและจินตนาการเกี่ยวกับเกราะกำบัง การห่อหุ้ม และความปลอดภัยของเราก็จะมักถูกเชื่อมโยงเข้ากับคำว่า “เปลือก” (Shell) ความสบายและการจำกัดของพื้นที่ถูกเชื่อมโยงเข้ากับความรู้สึกของเราในบ้านของเรา ที่ซึ่งวิถีชีวิตประจำวันถูกจัดวางอยู่ในเปลือกห่อหุ้มที่มั่นคงแข็งแรง เลื่อนไหลจากห้องหนึ่งไปสู่อีกห้องหนึ่ง เมื่อคุณย้ายเข้าไปในบ้านหลังใหม่ คุณวางสิ่งของและเฟอร์นิเจอร์ต่างๆลงไปในพื้นที่ เมื่อนั้นคุณได้วางแผนผังในการใช้ชีวิตของคุณในบ้านหลังนี้แล้ว

ผมได้ประยุกต์ใช้รูปแบบของโครงกระดูกกับที่ว่างในการอยู่อาศัย ดังนั้นที่ว่างจึงถูกลากจูงไปรอบๆพื้นที่ใช้สอยมากกว่าที่จะแค่บรรจุการใช้สอยพื้นที่ลงไป องค์ประกอบที่ต่างกันของบ้านถูกจับคู่ไว้ด้วยกัน ผมจึงสามารถที่จะมีห้องสมุดอยู่ในห้องน้ำหรือที่ส่วนนั่งเล่นภายนอกบ้านก็ได้ บ้านกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายผมมากกว่าที่จะเป็นแค่พื้นที่บรรจุกิจกรรมต่างๆของชีวิตเพียงอย่างเดียว

Wall house | FAR frohn&rojas

August 19, 2008

ข้อมูลและรูปภาพเพิ่มเติมจาก Arch Daily โดย David Basulto Photos: Cristobal Palma

Wall house ถือเป็นความก้าวหน้าทางการออกแบบบ้านโดยการใช้ผิวอาคารอ่อนนุ่ม มาสร้างลักษณะสถาปัตยกรรมยั่งยืนหรือสถาปัตยกรรมสีเขียว (Sustainable / Green Architecture) บ้านหลังนี้ได้รับรางวัล 2007 AR Emerging Awards และยังได้รับเลือกให้เป็นบ้านที่มีความโดดเด่นประจำปี 2008 จากนิตยสาร Architectural Record

บนพื้นฐานงบประมาณที่จำกัด ออฟฟิศ FAR frohn&rojas ได้รับมอบหมายให้ออกแบบที่อยู่อาศัยสำหรับคู่สามีภรรยาที่เกษียณแล้ว บนพื้นที่ดินแถบชานเมืองของ Santiago ประเทศชิลี ซึ่งมีคุณลักษณะสำคัญคือแนวพุ่มไม้ที่ล้อมรอบ site อยู่ทำให้พื้นที่ถูกตัดขาดทางสายตาจากบริบทข้างเคียง แต่ก็ยังเปิดให้เห็นองค์ประกอบสำคัญของพื้นที่นั่นก็คือภูเขา Andean ที่มองเห็นได้จากระยะไกล ลักษณะการโอบล้อมของพุ่มไม้นี้ถือเป็นจุดกำเนิดงานออกแบบผิวอาคารที่มีความอ่อนนุ่ม สถาปนิกพัฒนาแนวความคิดนี้โดยเริ่มต้นจากการแยกชั้นผนังและโครงสร้างออก เริ่มจากส่วนที่ทึบตันซึ่งเป็นแกนกลางของบ้านจนไปถึงส่วนห่อหุ้มภายนอกที่มีความบางเบามากที่สุด

ในขณะที่บ้านตามประเพณีนิยม ไม่ได้มุ่งความสนใจไปที่สภาพบริบทโดยรอบเท่าที่ควร ทำให้เกิดสภาวะการแบ่งแยกภายในภายนอกที่ชัดเจนด้วยการใช้ผนังทึบตัน และช่องเปิดประตูหน้าต่างที่มีขอบเขตเป็นแบบแผน การออกแบบบ้านหลังนี้พยายามทำสิ่งที่ตรงกันข้าม เป็นความตั้งใจที่จะทำให้เส้นแบ่งแยกภายในภายนอกพร่ามัวมีลำดับในการเปลี่ยนแปลงที่มีชั้นเชิง โดยมีลำดับชั้นของอาคารแบ่งออกเป็น 4 ชั้น ซึ่งมีความเฉพาะตัวในเรื่อง โครงสร้าง การใช้วัสดุ บรรยากาศ และการตอบรับกับสภาพภูมิอากาศ ถือเป็นความชาญฉลาดของผู้ออกแบบสำหรับโครงการที่มีงบประมาณจำกัดเช่นนี้

ชั้นที่ 1 | Concrete Cave

องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมชิ้นแรกคือแกนกลางของบ้านซึ่งทำจากคอนกรีตถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบโครงสร้างของอาคาร ภายในบรรจุห้องน้ำ 2 ห้อง กรุผนังทั้งหมดด้วยกระเบื้องเซรามิค เนื่องจากเป็นส่วนเปียกทั้งหมด ส่วนชั้นในสุดของบ้านนี้เป็นส่วนปิดทึบทั้งหมดทำให้เกิดความรู้สึกปกป้อง สำหรับกิจกรรมส่วนใหญ่ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง

ชั้นที่ 2 | Stacked Shelving

ส่วนต่อมาซึ่งล้อมรอบแกนคอนกรีตอยู่คือโครงสร้างไม้ชิ้นบนล่างที่ประกอบกันเป็นกล่องซึ่งสามารถยื่นออกมาจากผนังได้ถึง 5.20 เมตร กรุด้วยแผ่นไม้อัดสลับกับการเว้นช่องเปิดโล่งในบางบริเวณที่ต้องการ ทำให้เกิดรูปร่างของพื้นที่ๆมีความหลากหลายเพื่อสนองต่อการจัดวางข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน รวมทั้งระดับความเป็นส่วนตัวและช่องเปิด ระดับของแสงสว่าง อ้างอิงกับ program และทิศทางแดดลม การเลือกใช้โครงไม้กรุไม้อัดเป็นหนึ่งในสองวัสดุหลักของบ้านแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดทางงบประมาณเป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานในการออกแบบ สำหรับองค์ประกอบส่วนนี้บรรจุพื้นที่ใช้สอยที่มีความต่อเนื่องกันประกอบด้วยห้องครัว ห้องทานอาหาร และห้องรับรองแขก ที่ชั้นล่าง และ Studio ที่ชั้นบน

ชั้นที่ 3 | Milky Shell

ผิวด้านนอกของอาคารในชั้นนี้เป็นแผ่นฉนวนโพลีคาร์บอเนตขุ่นซึ่งบิดพับห่อหุ้มอาคารชั้นในมีหน้าที่ปกป้องอาคารจากแสงแดดอันรุนแรงของชิลีแต่ยังคงไว้ซึ่งความโปร่งและแสงเงาจากธรรมชาติโดยรอบ ยึดโดยโครงเคร่าลักษณะเดียวกับที่ใช้ในผนังเบาและฝ้าเพดาน ทำให้ผิวอาคารชั้นนี้มีลักษณะที่เรียบเนียนไร้รอยต่อ รูปร่างของเปลือกอาคารนี้ยังเป็นตัวกำหนดที่ว่างแบบ Double space ที่มุมด้านนอกของอาคารอีกด้วย

ชั้นที่ 4 | Soft Skin

ผิวเปลือกอาคารชั้นสุดท้ายทำจากเส้นใยผ้าที่เป็นเยื่ออ่นนุ่มบางเบาปกตินิยมใช้เพื่อประหยัดพลังงาน โดยวัสดุชนิดนี้สามารถลดกรองพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะผ่านมาโดนผิวอาคารด้านในได้ถึง 70% ในขณะเดียวกันก็ยังมีประโยชน์ในการป้องกันยุงและแมลงชนิดต่างๆที่จะเข้ามารบกวนผู้ใช้อาคาร

เปลือกอ่อนนุ่มนี้มีรูปร่างความยาวและเหลี่ยมมุมตามรูปร่างของผิวอาคารชั้นโพลีคาร์บอเนตข้างใต้เพื่อความสะดวกและประหยัดในการติดตั้ง ทำให้เกิดพื้นที่ว่างหลากหลายรูปแบบระหว่างขอบเขตพื้นที่ใช้สอยภายในและภายนอก เมื่อมองจากภายนอกตาข่ายอลูมิเนียมนี้สร้างความรู้สึกสดชื่นและมีชีวิตชีวาเมื่อสีและแสงเงาที่เกิดขึ้นนั้นมีคุณลักษณะที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามการเปลี่ยนแปลงของเวลาและฤดูกาล การเชื่อมต่อทางกายภาพระหว่างภายในและภายนอกบ้านทำได้โดยทางเข้าหลักด้านหน้า และผิวอาคารในชั้นนี้ยังมีกลไกรูปเปิดปิดอยู่ 3 จุดหลังเพื่อเพิ่มทางเลือกในการสัญจรระหว่างบ้านกับสวนภายนอก

เปลือกอาคารทั้งสองส่วน (Polycarbonate and soft shell) นี้มีความน่าสนใจในบริบททางการออกแบบโครงการนี้ ทั้งในประเด็นทางด้านประสิทธิภาพอาคารและความงามและกายภาพที่มีผลต่อความรู้สึก แต่สิ่งที่สำคัญคือประเด็นทางด้านกระบวนการก่อสร้างที่โครงการนี้สามารถสร้างได้ในลักษณะ DIY คือมีรายละเอียดการก่อสร้างที่ไม่ซับซ้อน ดังนั้นช่างที่ไม่ได้รับการฝึกมานั้นก็สามารถก่อสร้างได้อย่างถูกต้อง

Nora House | Atelier Bow-Wow

August 15, 2008

ข้อมูลและรูปภาพจาก Architectural Record Photo © Shinkenchiku-Sha

By Naomi R. Pollock, AIA – This is an excerpt of an article from the April 2008 edition of Architectural Record.

ในสายตาของคนทั่วไป ญี่ปุ่นดูจะเป็นประเทศที่เกาะติดกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ถาโถมเข้าสู่โลกสถาปัตยกรรมอย่างเชื่องช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วร่องรอยของการตระหนักรู้และเข้าถึงธรรมชาติได้ฝังรากลึกลงในวิถีการสร้างบ้านของพวกเขามาเป็นเวลานานกว่าศตวรรษ ตัวอย่างเช่น การนำเอาวิธีการระบายอากาศและระบบแสงสว่างแบบธรรมชาติมาใช้ สำหรับโครงการนี้มีที่ตั้งอยู่ท่ามกลางที่ดินซึ่งมีชุมชนอาศัยอยู่อย่างสงบและเป็นมิตรท่ามกลางไร่กระหล่ำปลีและแครอท Yoshiharu Tsukamoto จากออฟฟิศ Atelier Bow-Wow จึงได้มุ่งความสนใจไปที่ทักษะและความรู้จากตามประเพณีดั้งเดิมเป็นแรงบันดาลใจหลักในการทำงาน

ความตั้งใจของสถาปนิกและนักศึกษาผู้ร่วมงานจากวิทยาลัยเทคนิคโตเกียวมิใช่เพียงแค่การสร้างบ้านใหม่ แต่เป็นการสร้างรูปแบบใหม่ของบ้านในเขตเกษตรกรรมชานเมืองซึ่งปรากฏให้เห็นอยู่มากในพื้นที่รอบนอกเมืองของญี่ปุ่น ที่ตั้งโครงการอยู่ในเขตชานเมือง Sendai เมืองซึ่งประกอบไปด้วยประชากร 1 ล้านคนตั้งอยู่ห่างจาก Tokyo มาทางเหนือประมาณ 190 ไมล์ พื้นที่ดินกว่า 2,500 ตารางฟุตนี้เป็นพื้นที่ชุมชนซึ่งเติบโตและขยายตัวในทศวรรษที่ 1960 ในช่วงนั้นยังเป็นพื้นที่เพาะปลูกอยู่ ในปัจจุบันอัตราการเติบโตของชุมชนมีแนวโน้มลดลงเหมือนกับเมืองอื่นๆในญี่ปุ่น เนื่องจากคนรุ่นใหม่มีความต้องการอพยพย้ายถิ่นเข้าสู่ศูนย์กลางเมืองเกียวโตมากขึ้น

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ลูกค้าของ Tsukamoto มิได้รับผลกระทบจากอิทธิพลเหล่านั้น แต่กลับตัดสินใจย้ายมาอยู่ในพื้นที่ชานเมือง บนที่ดินของครอบครัวซึ่งเดิมใช้ในการเพาะปลูก ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบ้านสมัยเด็กของภรรยา บ้านหลังนี้แสดงออกอย่างชัดเจนและเปิดโล่งสู่ถนน ถึงแม้ว่ารูปแบบของบ้านจะไม่กลมกลืนสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เป็นบ้านผนังฉาบปูนและหลังคาทรงจั่วปั้นหยาตามธรรมเนียมนิยม แต่บ้าน Nora หรือ “บ้านกลางสวน” มีอง๕ประกอบสำคัญของสถาปัตยกรรมแบบบ้านไร่พื้นถิ่นอยู่คือ ชานระเบียงมีหลังคาคลุม พื้นที่ภายในที่ลื่นไหล โครงสร้างไม้ และที่สำคัญที่สุดคือ หลังคาขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ปกคลุมบ้านทั้งหลัง
 
เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนของโครงการกับรูปแบบอาคารทางประวัติศาสตร์อย่างบ้านชนบทของญี่ปุ่น ทำให้เรามอง Nora House เหมือนกับยุ้งฉาง หรือโรงนาขนาดย่อมที่มีแค่ชั้นเดียว ซึ่งในการรักษารูปแบบภายนอกลักษณะนี้ ส่งผลให้พื้นที่ว่างภายในเป็นลักษณะที่ว่างขนาดใหญ่เพียงห้องเดียว Tsukamoto อธิบายว่า เขาได้ทำการออกแบบที่ว่างลักษณะนี้อยู่หลายโครงการในโตเกียวแต่ส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะความสัมพันธ์ของการใช้สอยที่เป็นแนวดิ่ง แต่ในโครงการนี้เขาเลือกที่จะพัฒนาแนวความคิดในการกระจายตัวของที่ว่างแนวราบมากกว่า ช่วงความแตกต่างของความสูงที่ว่างภายในมีค่าประมาณ 2.70 เมตร นั่นคือความแตกต่างของส่วนพื้นที่ห้องเก็บของซึ่งเป็นจุดที่ต่ำสุดของบ้าน และห้องของลูกสาวซึ่งเป็นจุดที่มีความสูงที่สุดในบ้าน โดยพื้นที่ใช้สอยในบ้านถูกแบ่งแยกด้วยระดับที่ต่างกันถึง 9 ระดับ และเพื่อตอบสนองความต้องการของเจ้าของในด้านการเชื่อมต่อพื้นที่ว่างภายใน จึงออกแบบให้มีฉากหรือผนังกั้นน้อยที่สุด บันไดช่วงพาดสั้นถูกนำมาใช้เพื่อแบ่งแยกพื้นที่ใช้สอยในระดับที่ไม่แยกจากกันโดยเด็ดขาด ผนังอิสระจำนวน 3 ชิ้นทำหน้าที่เป็นตัวแบ่งพื้นที่และในขณะเดียวกันก็มีประโยชน์เป็นตัวค้ำยันทางด้านข้างไปในตัว

 Photo © Shinkenchiku-Sha @ Architectural Record

Wallpaper* Architects Directory 2008 | 50 สถาปนิกรุ่นใหม่จากการจัดอันดับของนิตยสารวอลเปเปอร์

August 15, 2008

One Night Only

August 14, 2008

more about “Just For Tonight“, posted with vodpod

One Night Only ก่อตั้งขึ้นในช่วงหน้าร้อนปี 2003 ในช่วงแรกประกอบด้วยสมาชิก คือ Mark Hayton, Daniel Parkin, Sam Ford และเพื่อนจากโรงเรียนเดียวกัน, Kai Smith ในช่วงนั้นทางวงยังไม่มีนักร้องนำอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จนกระทั่ง Gorge Craig คนรู้จักของญาติของ Sam Ford เข้ามาร่วมวงด้วย และถูกขอจากทางวงให้เป็นนักร้องนำ แต่ตัวเขาเองนั้นก็ยังยืนยันที่จะเล่นกีตาร์ต่อไป เป็นช่วงเดียวกับที่ Kai Smith ออกจากวงไป โดยในยุคแรกของวงนั้นมักจะเล่นเพลงของวงอย่าง Blink-182 และ New Found Glory ควบคู่ไปกับเพลงของตัวเอง

ชื่อวง One Night Only ตั้งขึ้นเมื่อทางวงถูกขอให้ขึ้นเล่นคอนเสิร์ต ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีชื่อวงอย่างเป็นทางการ สมาชิกในวงจึงตั้งชื่อนี้ขึ้นมาล้อเลียนกับความหมายว่า “แค่คืนนี้คืนเดียวเท่านั้น” แต่ในที่สุดชื่อนี้ก็ถูกใช้มาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน คอนเสิร์ตครั้งแรกนั้นมีขึ้นในวันที่ 12 ธันวาคม 2003 และเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อเสียงในยุคแรกของวง

ปี 2005 มือคีย์บอร์ดชื่อ Jack Sails เข้าร่วมวง และในปี 2007 ทางวงได้ออกทัวร์คอรเสิร์ตกับวง Milburn และ The Pigeon Detectives และมีคอนเสิร์ตใหญ่ของตัวเองครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2008 สำหรับการแสดงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่วงเคยจัดนั้นเกิดขึ้นในช่วง ฤดูใบไม้ร่วงปี 2008 นอกจากนั้นพวกเขายังได้เข้าร่วมเทศกาลดนตรีที่สำคัญอย่าง Isle of Wight, Oxegen และ Glastonbury ในปีนี้อีกด้วย

ซิงเกิ้ลแรกที่ทางวงปล่อยออกมาคือ “You and Me” ในเดือนตุลาคมปี 2008 ซึ่งก็ต้องผิดหวังกับการผ่านเข้าสู่ 40 อันดับเพลงยอดนิยมของอังกฤษ ในอันดับสูงสุดที่หมายเลข 46อย่างไรก็ดี ซิงเกิ้ลถัดมาคือ “Just For Tonight” จากอัลบั้ม Started A Fire ก็ถือเป็นความสำเร็จที่น่ายินดีของวง เมื่อไต่ชาร์ทเพลงของอังกฤษขั้นไปถึงอันดับที่ 9

ข้อมูลจาก Wikipedia

Across The Universe | รักนี้..คือทุกสิ่ง

August 14, 2008
  
ด้วยความมุ่งมั่น ในการสร้างภาพยนตร์คุณภาพที่แปลกใหม่ โซนี่ พิคเจอร์ส และ เรฟโวลูชั่น สตูดิโอ จึงก้าวข้ามโลกภาพยนตร์ไปอีกขั้น..สู่ภาพยนตร์ระดับมิวสิคคัลชั้นเยี่ยม โดย จูเลีย เทย์มอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ดังเรื่อง Frida, Titus และละครเพลงบลอดเวย์ยอดนิยมตลอดกาล “The Lion King” และผู้เขียนบท ดิค เคลเมน, เอียน ลา เฟรอเนส จากภาพยนตร์เรื่อง The Commitments ที่จะรังสรรค์จินตนาการศิลปภาพยนตร์พร้อมกับบทเพลงอันไพเราะกว่า 30 เพลง เช่น “Hey Jude,” “I Am the Walrus,” and “All You Need is Love มาผูกเป็นเรื่องราวความรักโรแมนติคร่วมสมัยบนแผ่นฟิลม์

 ในยุคต่อต้านสงครามเมื่อปี 60  วัยรุ่นมีอิสรภาพทางความคิด  และอุทิศตัวให้กับดนตรีร๊อค แอนด์ โรล   ท่ามกลางกระแสสังคมที่ต่อต้านการเข้าร่วมรบในสงครามเวียตนามของกองทัพอเมริกา ความรักระหว่างชายหนุ่มแห่งเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ   “จู๊ด” (จิม สเตอร์แกส) และหญิงสาวอเมริกันผู้มั่งคั่ง “ลูซี่” (เอวาน ราเชล วู้ด) และมิตรภาพพองเพื่อนนักดนตรี ก็ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ โดยมี ดอกเตอร์โบโน่ และ มิสเตอร์ ไคท์ เป็นผู้ชี้แนวทาง …ความเปลี่ยนแปลงของสังคมทำให้คู่รัก และพองเพื่อนต้องพลัดพรากไปไกลคนละทวีป สิ่งเดียวที่จะชักนำให้ จู้ด-ลูซี่ และทุกๆคนผ่านพ้นอุปสรรค และกลับมาพบกันอีกครั้ง คือ..ความรัก เท่านั้น

เรฟโวลูชั่นสตูดิโอ ภูมิใจเสนอผลงานล่าสุดจากแมทธิว กรอส และทีมท้อด์ โปรดักชั่น จากผลงานกำกับโดย จูเลีย เทย์มอร์, Across the Universe นำแสดงโดย เอวาน ราเชล วู้ด จิม สเตอร์แกส โจย์ แอนเดอร์สัน อำนวยการสร้างโดย ซูซานน์ ท้อดด์ และแมทธิว กรอส บทภาพยนตร์โดย ดิค เคลเมนต์ และเอียน ลา เฟรอเน่ และทีมงานที่คร่ำหวอดด้านภาพยนตร์ และเพลงที่รวมตัวกันเพื่องานนนี้อย่างคับคั่ง นอกจากนี้ยังได้บุคคลที่โดดเด่นในวงการเพลงมาเป็นดารารับทั้งสิลปินวง U2 โบโน่ ,ซัลม่า ฮาเย็ค ,เอ็ดดี้ อิซวาด และนักร้องโจว์ คอกเกอร์

ข้อมูลจาก mthai.com

An Olympic Stadium Worth Remembering | สนามกีฬาโอลิมปิคควรค่าแก่การจดจำ

August 8, 2008

โดย NICOLAI OUROUSSOFF

บทความและรูปภาพจาก NYTimes | Architecture Review

August 5, 2008

ในวันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม ผู้คนกว่า 90,000 คน กำลังจะหลั่งไหลเข้าสู่ประตูทางเข้าสนามกีฬาแห่งนี้เพื่อร่วมพิธีเปิดมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ Olympic Games และกว่าพันล้านคนจะตั้งตาคอยชมพิธีการและดอกไม้ไฟผ่านโทรทัศน์ สนามกีฬาซึ่งถือเป็นจุดศูนย์กลางหลักของปรากฏการณ์นี้ ออกแบบโดยสถาปนิกคู่หูชื่อก้องโลกชาวสวิสเซอร์แลนด์อย่าง Jacques Herzog และ Pierre de Meuron ผู้ทำให้สถาปัตยกรรมชิ้นนี้เป็นจุดหมายตาแห่งใหม่ของโลก และด้วยลักษณะโครงสร้างเหล็กสานกันเป็นเปลือกห่อหุ้มอาคารชั้นนอก ทำให้มันถูกขนานนามว่า สนาม “รังนก” ที่สร้างความรู้สึกตื่นตาและน่าเบิกบานใจแก่ผู้พบเห็น  

เมื่อกล่าวถึงสนามกีฬาโอลิมปิคในความทรงจำ เชื่อว่าผู้คนทั่วไปคงจะต้องนึกถึงภาพของสนามกีฬาหลายแห่งดังต่อไปนี้ เริ่มต้นจากสนามกีฬาโอลิมปิคในปี 1936 กรุง Berlin โดย Werner March ด้วยรูปลักษณ์ที่น่าจดจำของ ตราสัญญลักษณ์การแข่งขันที่ถูกขึงอยู่ระหว่างเสาหินอย่างสง่างาม ถัดมาในปี 1972 Günter Behnisch และ Frei Otto ได้สร้างโครงหลังคาโปร่งแสงที่น่าตื่นตาตื่นใจขึ้นปกคลุมสนามกีฬาแห่งกรุง Munich ถือเป็นปรากฏการณ์ซึ่งท้าทายความก้าวหน้าทางด้านวิศวกรรมโครงสร้างในสมัยนั้น และสุดท้ายที่สมควรจะถูกกล่าวถึงก็คือ ภาพโครงสร้างรูปตัว Y เรียงตัวแนววงแหวน เป็นโครงสร้างหลักของสนาม Palazzetto dello Sport ซึ่งเป็นสนามกีฬารองในการแข่งขันปี 1960 ที่กรุง Rome ออกแบบโดย Pier Luigi Nervi

สำหรับ Herzog and de Meuron การได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่ปักกิ่งนี้ เห็นได้ชัดว่ามาจากผลพวงแห่งความสำเร็จในการสร้างสนามกีฬา Allianz Arena ที่เมือง Munich ในปี 2005 ซึ่งถือว่าเป็นสนามกีฬาที่ยิ่งใหญ่และน่าจดจำที่สุดแห่งหนึ่งในบรรดาสนามแข่งขันฟุตบอลโลกทั้งหมด ด้วยพื้นผิวอาคารที่ปกคลุมด้วยวัสดุคล้ายลูกบอลลูนโปร่งแสง ทำจากพลาสติกชนิดพิเศษ ทำให้สนามรูปร่างเหมือนโดนัทแห่งนี้ดูคล้ายจะบวมออกเพราะแรงดันจากภายใน ซึ่งผู้ออกแบบก็ได้เปรียบเทียบงานของเขากับกาต้มน้ำอีกด้วย และระหว่างที่มีกิจกรรมการแข่งขัน มันจะเปล่งประกายส่องสว่างด้วยแสงสีต่างๆ ปรับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามสีของทีมที่กำลังแข่งขันอยู่ในขณะนั้น ประกอบกับการจัดเรียงที่นั่งซึ่งขดตัวเรียงกันแน่นหนา รองรับผู้เข้าชมกว่า 70,000 คน ทำให้สนามแห่งนี้เป็นเสมือนเครื่องมือในถ่ายทอดนิยามแห่งความคลั่งไคล้กีฬาฟุตบอลในความคิดสถาปนิกสู่ผู้คนได้อย่างลึกซึ้งและแยบยล

สำหรับโครงการที่ปักกิ่งนี้ สถาปนิกแสดงออกอย่างชัดเจนถึงความต้องการที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ที่เหนือกว่านั้น บนที่ตั้งซึ่งเป็นศูนย์กลางของ Olympic Park ทางตอนเหนือของเมือง สนามกีฬาแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นบนเนินดินเพื่อเน้นให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ ความเป็นประติมากรรมสาธารณะขนาดมหึมาถูกแสดงออกผ่านทางระบบเสาและคานซึ่งไข้วกันไปมาอย่างสลับซับซ้อน จากมุมมองระยะไกล ความแตกต่างของโครงเหล็กดัดโค้งแต่ละเส้น กับรูปร่างคล้ายวงรี สร้างความ “เหนือจริง” แก่งานสถาปัตยกรรม

วิสัยทัศน์ที่เปรียบเทียบตัวงานสถาปัตยกรรมเสมือนระบบสิ่งมีชีวิตทางสังคมขนาดมหึมา มากกว่าที่จะเป็นเครื่องจักรที่บรรจุคนจำนวนมาก ถูกเน้นย้ำโดยผู้ออกแบบอย่างชัดเจน แสดงออกผ่านทางแผนงานในอนาคตของโครงการ สนามกีฬาแห่งนี้จึงมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ โดยพื้นที่ทั้งหมดถูกฝังอยู่ใต้อัฒจันทร์เพื่อไม่ให้ทำลายบรรยากาศความสงบของพื้นที่สวนโดยรอบ ดังนั้นการเข้าถึงพื้นที่ส่วนนี้จะเชื่อมต่อด้วยทางลาดขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นความต้องการของสถาปนิกที่จะรักษาระดับการเชื่อมต่อของส่วนโถงของสนามกับพื้นที่สวน เอื้อต่อผู้ใช้โครงการในการเดินทอดน่องรอบๆโครงการผ่านโครงสร้างเหล็กสานเข้าสู่พื้นที่สนามด้านใน  

ผลลัพธ์จากความตั้งใจของสถาปนิกที่จะทำให้สถาปัตยกรรมชิ้นนี้มีที่ว่างและรูพรุนน่าจะทำให้เกิดการใช้พื้นที่แบบหมุนเวียน หรือ Recycled space ที่ทำให้นึกถึงโครงสร้างที่ถูกทิ้งร้างของสนามกีฬา Colosseum กรุงโรมซึ่งบางส่วนถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำงานก่อนที่ทางการเข้ามาจัดการอนุรักษ์ฟื้นฟูอาคารอย่างจริงจังในช่วงศตวรรษที่ 19

ในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมซึ่งถูกทำลายโดยโครงการที่เสียหายจากความไม่เข้าใจของลูกค้าและผู้ใช้อาคาร สำหรับกรณีของสนามแห่งนี้ ความขัดแย้งและการบิดเบือนทางความเข้าใจเริ่มปรากฏให้เห็น โดยทางรัฐบาลจีนมีแนวทางท่จะสร้างรั้วกั้นล้อมรอบสนามหลังจบโอลิมปิค และมีนักพัฒนาและผู้ลงทุนกำลังพิจารณาสร้างโรงแรมบนพื้นที่บางส่วนของโถงอัฒจันทร์ จุดเริ่มต้นเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณว่าสนามกีฬาแห่งนี้ก็เป็นอีกโครงการหนึ่งที่จะถูกกลืนเข้าสู่กระแสบริโภคนิยม อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางกระแสวิพากษ์ถึงจรรยาและข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับอาคารในเมืองจีน งานสถาปัตยกรรมและความสำเร็จของ Herzog และ de Meuron นั้นชัดเจนและเป็นเอกฉันท์ และเป็นหน้าที่ของเราที่จะจับตามองความเปลี่ยนแปลง และผลกระทบที่จะเกิดกับสถาปัตยกรรมแห่งนี้ในฐานะอาคารสำคัญที่สะท้อนความเป็นตัวตนแห่งยุคสมัย