Archive for July, 2008

Brother Claus Field Chapel | Peter Zumthor

July 30, 2008

Peter Zumthor
Brother Claus Field Chapel

Mechernich
Germany

ข้อมูลและรูปภาพจาก: Arcspace

โบสถ์แห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ที่ Mechernich ใกล้กับเมือง Cologne ประเทศเยอรมัน สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้แก่ Niklaus von Fluehe โดยได้รับบริจาคเงินสนับสนุนจากชาวไร่ชื่อ Hermann-Josef และ Trudel Scheidtweilerand สร้างโดยชาวไร่ที่อยู่ในท้องถิ่น บนที่ตั้งซึ่งอยู่บนขอบเขตไร่ของเขาเอง

Zumthor ใช้เทคนิคการก่อสร้างที่เรียกว่า คอนกรีตอัด (rammed concrete) โดยให้ชาวไร่เทคอนกรีตลงบนโครงไม้รูปกระโจม ทุกๆวันเป็นระยะเวลา 24 วัน ปล่อยให้เกิดลักษณะพื้นผิวคล้ายกับเทคนิคการก่อสร้างแบบ ดินอัด (rammed earth) หลังจากนั้นจึงทำการเผาโครงไม้แบบด้านในทั้งหมด ปล่อยให้เหลือไว้เพียงร่องรอยของการเผาไหม้บนพื้นผิวคอนกรีตภายในโบสถ์

รูปภาพเพิ่มเติม: Danda

YAMoPo 2008: Yet Another Most Popular Architecture Sites Ranking | การจัดลำดับเวบไซท์สถาปัตยกรรมที่ได้รับความนิยมสูงสุด

July 29, 2008

By David Assael — Filed under: Websites

ข้อมูลจาก  http://www.archdaily.com/3504/yamopo-2008-yet-another-most-popular-architecture-blog-ranking/

โครงการ YAMoPo เกิดขึ้นจากสถาปนิกกลุ่มหนึ่งซึ่งใฃ้เว็บไซท์เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารและเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นต่างๆ ทั้งที่อ่านเพียงอย่างเดียว เรียนรู้ข้อมูลความรู้ใหม่ๆจากไซท์เหล่านั้น และวิพากษ์วิจารณ์แสดงจุดยืนและตัวตนทางสถาปัตยกรรมผ่านโลกออนไลน์ ร่วมกับคนจากทั่วโลก จนมาวันหนึ่งจึงได้มีความคิดที่จะรวบรวมเอาเว็บไซท์ต่างๆเหล่านี้เพื่อให้เห็นภาพรวม และพัฒนาการของโลกสถาปัตยกรรมไซเบอร์ นอกจากนั้นยังมีการจัดลำดับเว็บไฃท์ต่างๆเหล่านั้นจากความชอบ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ทำได้ยากเนื่องจากแต่ละคนก็จะมีความสนใจและความชอบส่วนตัวที่ไม่เหมือนกัน
ดังนั้นจึงต้องมีการหาวิธีการตั้งมาตรฐานในการจัดเรียงลำดับไซท์ต่างๆให้เป็นระบบ ทีมงานจึงได้นำเอาการจัดลำดับของ Michiel van Raaij จาก Eikonographia ซึ่งทำขึ้นก่อนหน้านี้ในปี 2007 มีชื่อว่า MoPo (Most Popular Architectural Blogs- blog เกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่ได้รับความนิยมสูงสุด) ซึ่งแม้ว่า Michielจะทำรายการเว็บไซท์ของเขาได้อย่างถูกต้องแม่นยำก็ตาม แต่ทางทีมงานเห็นว่าวิธีการคัดเลือกเว็บไซท์ของ Michiel นั้นค่อนข้างจำกัดอยู่ที่ blog ภาษาอังกฤษ และคัดแยก blog ภาษาอื่นๆซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของทีมงานออกไป รวมทั้งไซท์ซึ่งไม่ได้มีเนื้อหาทางสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียว แต่คาบเกี่ยวกับสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง เช่น design, sustainability trends เป็นต้น
ในการขยายการจัดลำดับนี้ให้กว้างขวางครอบคลุมมากขึ้น ทีมงานจึงตั้งเกณฑ์มาตรฐานขึ้นมาโดยเบื้องต้น ใช้ตัวชี้วัดจากจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซท์เป็นหลัก ซึ่งปัญหาหลักในการหาข้อมูลคือ เว็บไซท์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้รายงานตัวเลขนี้อย่างเป็นทางการบนหน้าเว็บ จึงต้องใช้องค์ประกอบอื่นๆในการคำนวนเช่น ข้อมูลการจัดลำดับจาก Google และความถี่ในการ update เว็บไซท์ ซึ่งทางทีมงานดำเนินการเก็บข้อมูลเอง
 

Architecture only

  1. Archinect
  2. World Architecture News
  3. E-Architect
  4. Plataforma Arquitectura
  5. Architecture MNP
  6. BldgBlog
  7. Eikongraphia
  8. Architonic
  9. ArchiDose
  10. Noticias Arquitectura
  11. Mirage Studio 7
  12. World Architects
  13. Archdaily
  14. Building Design
  15. Pruned
  16. MyarchN
  17. Arqa
  18. Interactive Architecture
  19. World Architecture Community
  20. Things Magazine
  21. anArchitecture
  22. The Architecture Room
  23. Life Without Buildings
  24. Death by Architecture
  25. Subtopia

Architecture and related

  1. Inhabitat
  2. Mocoloco
  3. Dezeen
  4. Notcot
  5. The Coolhunter
  6. Dwell Blog
  7. World Changing
  8. Materialicious
  9. Edgar Gonzalez
  10. Below the Clouds
  11. Dezain
  12. City of Sound
  13. Dezona
  14. Tropolism
  15. Arkinetia Blog

Overall (Arch only + Arch & related)

  1. Inhabitat
  2. Mocoloco
  3. Dezeen
  4. Notcot
  5. Archinect
  6. The Coolhunter
  7. World Architecture News
  8. Dwell Blog
  9. World Changing
  10. E-Architect
  11. Plataforma Arquitectura
  12. Materialicious
  13. Architecture MNP
  14. BldgBlog
  15. Eikongraphia
  16. Edgar Gonzalez
  17. Architonic
  18. Below the Clouds
  19. ArchiDose
  20. Noticias Arquitectura
  21. Mirage Studio 7
  22. World Architects
  23. Dezain
  24. Archdaily
  25. City of Sound
  26. Building Design
  27. Pruned
  28. MyarchN
  29. Dezona
  30. Arqa
  31. Interactive Architecture
  32. Tropolism
  33. Arkinetia Blog
  34. World Architecture Community
  35. Things Magazine
  36. anArchitecture
  37. The Architecture Room
  38. Life Without Buildings
  39. Death by Architecture
  40. Subtopia

 

 

 

 

 

Coldplay – Viva La Vida

July 29, 2008

 

 

more about “Coldplay – Viva La Vida“, posted with vodpod

บทความจาก:  www.yesindie.com

Listen to:

1. Life in Technicolor | 2. Cemeteries in London | 3. Lost! | 4. 42 | 5. Lovers in Japan/Reign of Love | 6. Yes/Chinese Sleep Chant (Hidden Song) | 7. Viva La Vida | 8. Violet Hill | 9. Strawberry Swing | 10. Death and All His Friends/The Escapist (Hidden Song)

ในช่วงเดือนนี้ กระแสข่าวคราวเกี่ยวกับอัลบั้มใหม่ของ Coldplay ค่อนข้างจะมาแรงพอสมควร ทำให้แฟนๆของวงนี้ต้องเก็บเงินเพื่อจะเอางานชุดนี้กลับมาให้ได้ แต่ในเมื่อค่าย EMI ในบ้านเราก็ปิดตัวไปแล้ว จึงกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากในการหาซื้ออัลบั้มนี้ไปโดยปริยาย แต่แล้วแผงซีดีขาใหญ่อย่าง B2S ก็ใจกล้าเอาซีดีอัลบั้มนี้ผ่านทางค่ายอิมแพ็คซึ่งเป็นตัวแทนนำเข้าแผ่นจากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งคาดว่ากรณีนี้จะเกิดขึ้นกับอัลบั้มใหม่ของ Sigur Ros ด้วยเช่นกัน ส่วนงานชุดนี้ของ Coldplay นั้นออกมาตั้งแต่วันที่ 12 ที่ผ่านมานี้เอง (วันนั้นเป็นวันเกิดของผู้เขียนเองด้วย) หลังจากวางแผงได้ไม่นาน งานชุดนี้ก็ขึ้น Top Album ใน UK Chart อย่างรวดเร็ว เนื่องจากยอดขายที่อังกฤษนั้นสูงในระยะเวลาอันสั้น วงที่ขายได้ดีอย่างรวดเร็วแบบนี้ก็หายากอยู่พอควร โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในค่ายเล็กๆก็คงจะไม่ต้องพูดถึงกันเลยละว่ามันแย่แค่ไหน (ในกรณีนี้ยกเว้นกลุ่มศิลปินที่เล่นโดรนเมทัล เพราะพวกเขาคงจะดีใจมากถ้าขายได้เกิน 100 แผ่น)

งานใหม่ของ Coldplay ชุดนี้มีการลงทุนค่อนข้างสูงเลยทีเดียว ไล่ไปตั้งแต่โปรดักชั่นที่สวยงาม โดยพวกเขานำรูป “Liberty Leading the People” ของ Eugene Delacroix จิตรกรในยุคต้นศตวรรษที่ 19 ขึ้นมาเป็นหน้าปก ภาพนี้ถูกวาดขึ้นเพื่อระลึกถึงการปฏิวัติของประเทศฝรั่งเศสในปี 1830 ส่วนชื่ออัลบั้มนั้นแปลว่า “ใช้ชีวิตอย่างยาวนาน” และมีที่มาจากภาพวาดชิ้นหนึ่งของจิตรกรชาวเม็กซิกันที่ชื่อ Frida Kahlo ชีวประวัติของเธอถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ด้วย หลายๆคนคงจะคุ้นกันนะครับสำหรับภาพยนตร์เรื่อง Frida ที่แสดงนำโดย Salma Hayek ที่ออกมาในปี 2002 ส่วนแพ็คเกจนั้นก็ออกมาเป็น Gatefold Sleeve ซึ่งจะเป็นเหมือนซองที่บรรจุแผ่นเสียงนั่นเอง และภายก็จะบรรจุบุ๊คเล็ตเอาไว้นั่งดูเครดิตกันเพลินๆ (ไม่มีเนื้อเพลงหรอกครับ) สำหรับอาร์ตเวิร์คข้างในก็ค่อนข้างรกกว่าชุดที่แล้วๆมา เรียกว่าใกล้เคียงกับอัลบั้ม Hail to the Thief ของ Radiohead เลยก็คงจะได้ละกระมัง และอีกช่องหนึ่งก็บรรจุซองใส่ซีดีซึ่งสามารถเก็บได้ง่าย (แถมลดปัญหาโลกร้อนอีกด้วย)

งานดนตรีในชุดนี้มีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน เรียกว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยก็คงจะได้ และอีกอย่าง พวกเขาก็ได้โปรดิวเซอร์ระดับแถวหน้าในวงการดนตรีอย่างลุงไบรอัน อีโน มาช่วยเสริมความเข้มข้นให้มากขึ้นไปอีก พวกเราจะได้ยินเสียงคีย์บอร์ดและ Soundscapes ที่ลุงอีโนเป็นผู้สร้างสรรค์อย่างครอบคลุมไปเกือบทั้งอัลบั้ม พร้อมกันนี้ก็จะมีเสียงเครื่องสายรวมอยู่ด้วย ทำให้รายละเอียดของแต่ละเพลงมีรายละเอียดมากขึ้น ส่วนเครื่องดนตรีหลักของวงก็มีบทบาทในการสร้างเสียงมากขึ้นกว่าชุดที่แล้วๆมาอีกด้วย อารมณ์ของแต่ละเพลงจึงดู “สว่าง” มากกว่าเดิมบ้างไม่มากก็น้อย กีต้าร์ของ Jonny ได้สร้างริฟที่สะอาดมากขึ้นเพื่อประสานงานกับเบสอย่างรู้ใจ แล้วเขาก็สร้างสุ้มเสียงที่แตกต่างไปจากชุดก่อนๆมาก (สามชุดที่ผ่านมาซาวด์จะไม่หนีกันเท่าใดนัก) ส่วนกลองก็สร้างลูกเล่นได้มากขึ้นเช่นกัน แต่ว่าเพลงในอัลบั้มนี้จะเน้นไปทางเพลงจังหวะกลางมากกว่า ทำให้ Will ตีได้อย่างสบายๆ พร้อมกับเบสที่สร้างเสียงได้หนาเพื่อให้ตัวเพลงแน่นยิ่งขึ้น ส่วนการเล่นเปียโนของพี่คริสก็เสมอตัว แต่ด้วยภาคดนตรีที่เปลี่ยนไปทำให้ต้องปรับเปลี่ยนการเล่นไปนิดหน่อยเท่านั้น และตัวพี่เขาเองก็ร้องเพลงได้อย่างชาญฉลาดโดยเลือกที่จะใช้เสียงต่ำมากกว่าการหลบเสียง เพื่อให้เกิดอารมณ์เพลงอีกแบบหนึ่ง เนื่องจากเราได้ยินเสียงหลบสูงของเขามาสามชุดแล้ว ถ้าเปลี่ยนแบบแผนบ้างจะเป็นอะไรไป นอกจากนี้ก็ยังมีเสียงร้องประสานอยู่บ้างเป็นช่วงๆ

เพลงบางเพลงในอัลบั้มนี้ก็เข้าใกล้ความเป็นโพสร็อคมากพอควร แต่บางเพลงก็มีกลิ่นอายของ U2 อยู่บ้าง อาทิเช่น Hidden Track ที่ต่อจากเพลง Yes ซึ่งก็คือ Chinese Sleep Chant ที่ดูเหมือนจะมีอิทธิพลมาจาก Beautiful Day ของวงหลังอยู่กลายๆ เพียงแต่ถ้าซาวด์กีต้าร์แรงกว่าอีกนิดละก็จะกลายเป็น U2 อย่างไม่ต้องสงสัย ส่วนเพลงบางที่เข้าใกล้โพสร็อคนี่คงเป็นเพราะการออกแบบเสียงกีต้าร์ที่เกื้อกูลกับเครื่องดนตรีอื่นๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือเพลง Hidden Track ที่ต่อจากเพลงสุดท้ายของอัลบั้ม The Escapist ที่เน้นการใช้กีต้าร์และ Soundscapes เป็นหลัก ซึ่งผมก็คิดว่าพวกเขาต้องการที่จะทดลองในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน พวกเขาจงใจจะให้ Life in Tecnicolor เป็นอินโทรและ The Escapist เป็นเอาโทรของอัลบั้ม แต่สิ่งที่ทำให้ดนตรีของ Coldplay เปลี่ยนไปจริงๆก็คือ การที่ลุงอีโนสร้าง Soundscapes ขึ้นมาเพื่อนำไปประกอบกับทำนองได้อย่างงดงาม พร้อมกันนั้นแกก็ได้เอาอิทธิพลของตัวแกเองเข้าไปในเพลงของวงด้วยเล็กน้อย โดยที่อาจจะยังไม่รู้ตัว

อัลบั้มชุดนี้คือการกลับมาอย่างก้าวกระโดดของ Coldplay เลยก็คงจะได้ ด้วยความที่ดนตรีของพวกเขามีความเปลี่ยนไปมากเช่นนี้ ก็อาจจะส่งผลให้แฟนเพลงเก่าๆของวงไม่ชอบชุดนี้ คงเป็นเพราะบางส่วนยังถวิลหาดนตรีบริทปอปที่ไพเราะแบบหม่นๆที่พวกเขาเคยทำอยู่ แต่ถ้าคนที่เพิ่งจะฟังชุดนี้เป็นชุดแรกก็คงจะหลงรักเข้าได้ เพราะแต่ละเพลงก็เข้าถึงได้ไม่ยากจนเกินไป และยังสามารถฟังได้ตั้งแต่ต้นจนจบ อัลบั้มนี้น่าจะเป็นอัลบั้มที่ “สว่าง” ที่สุดเท่าที่พวกเขาเคยทำมาก็เป็นได้ ส่วนงานดนตรี ผมขอจัดให้ไปอยู่ในหมวดอาร์ตร็อคก็แล้วกันนะครับ  เพราะพวกเขาสร้างสีสันที่สวยงามเหมือนกับภาพวาดบนปกอัลบั้ม บางทีมันอาจจะเป็นมาสเตอร์พีซในใจคุณไปแล้วก็ได้ ลองติดตามดูครับ

โดย ดีเจ [-]

www.yesindie.com

Peter Zumthor: Teaching Architecture, Learning Architecture | การเรียน การสอน สถาปัตยกรรม

July 29, 2008

By Peter Zumthor

The following is an excerpt from “Thinking Architecture”, published by Lars Müller Publishers in 1998

Translated by Pudit Ngourangsi

คนหนุ่มสาวมากมายในปัจจุบันกำลังตามหาหนทางที่จะเป็นสถาปนิกพร้อมกับคำถามที่ว่าพวกเค้าเหล่านั้นมีคุณสมบัติที่เหมาะสมหรือไม่? อย่างไร? นี่เป็นจุดเริ่มต้นการตั้งคำถามที่ว่า ในฐานะผู้สอนอะไรเป็นสิ่งแรกที่ควรจะถ่ายทอดให้เค้าเหล่านั้นได้เรียนรู้?

ในเบื้องต้นเราต้องมีข้อตกลงให้เข้าใจร่วมกันก่อนว่า ผู้ที่ยืนอยู่หน้าเค้าเหล่านั้นไม่ใช่คนที่จะมาตั้งคำถามซึ่งเค้ารู้คำตอบที่แน่ชัดอยู่ในใจแล้ว การเรียนการสอนสถาปัตยกรรมคือการตั้งคำถามแก่บุคคลๆหนึ่งให้หาคำตอบของตัวเองด้วยความช่วยเหลือและคำปรึกษาจากผู้สอน ขัดเกลา เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ความสามารถที่จะสร้างงานออกแบบที่มีคุณภาพมีอยู่ในตัวพวกเราทุกคน และฝังอยู่ภายในทักษะการรับรู้ความเป็นไปของโลกด้วยความรู้สึก และเหตุผล งานสถาปัตยกรรมที่ดีจะต้องสะเทือนอารมณ์ งานสถาปัตยกรรมที่ดีจะต้องมีที่มาที่ไปและตอบสนองความต้องการต่างๆอย่างชาญฉลาด

เราทุกคนมีประสบการณ์เกี่ยวกับ ‘สถาปัตยกรรม’ มาก่อนที่เราจะได้รู้จักคำๆนี้ด้วยซ้ำ รากเหง้าความเข้าใจในสถาปัตยกรรมฝังรากอยู่ในประสบการณ์เหล่านั้น ในห้องนอน ในบ้าน สภาพภูมิประเทศ บนถนน ในหมู่บ้าน ในเมืองของเรา ประสบการณ์ซึ่งเกิดขึ้นมานาน ส่วนใหญ่ในจิตใต้สำนึก และเราจะระลึกถึงความรู้สึกเหล่านั้นได้หลังจากได้พบเจอกับสถานที่ใหม่ๆและเกิดความรู้สึกเปรียบเทียบกับสิ่งที่ได้ประสบพบเจอมาก่อนหน้านั้น รากเหง้าความเข้าใจในสถาปัตยกรรมฝังรากอยู่ในความทรงจำวัยเยาว์ ในวัยหนุ่มสาว ในอัตชีวประวัติของคนทุกคน ผู้ศึกษาสถาปัตยกรรมจึงต้องเรียนรู้วิธีที่จะทำงานร่วมกับข้อมูลในจิตใต้สำนึกเหล่านี้ด้วยความตระหนักรู้ ผสานประสบการณ์ทางสถาปัตยกรรมชั่วชีวิต และมีหน้าที่ๆจะทำให้กระบวนการเหล่านี้ทำงานอย่างถูกต้อง

เราอาจแปลกใจเมื่อมีความรู้สึกกับบ้านหลังหนึ่ง เมืองๆหนึ่ง เมื่อเกิดความรู้สึกประทับใจต่อสถานที่หนึ่ง ทำไมความรู้สึกเหล่านี้ถึงเกิดขึ้น? ห้องเหล่านั้นหน้าตาเป็นอย่างไร? เป็นห้องสี่เหลี่ยม? กลิ่นที่อบอวลอยู่ในอากาศ? เสียงฝีเท้าเมื่อเคลื่อนที่เป็นอย่างไร? ความรู้สึกที่เกิดขึ้นใต้ฝ่าเท้า? ด้ามจับประตูที่อยู่ในมือ? แสงแดดที่สาดกระทบกับผิวอาคาร? แสงเงาที่เกิดขึ้น? ความรู้สึกอึดอัด คับแคบ หรืออ้างว้าง?

พื้นไม้ มวลหินหนักหยาบ ผ้าทอผืนบางเบา แกรนิตขัดมัน แผ่นหนังนิ่มๆ โลหะผิวหยาบ ไม้มะฮอกกานีขัดมัน แผ่นกระจกใส พื้นยางมะตอยที่อบอุ่นด้วยแสงแดด เหล่านี้คือวัตถุของสถาปนิก ที่จริงก็คือวัสดุของพวกเรา เราทุคนรู้จักมันดี แต่เราก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลยแม้แต่น้อย ในทางการออกแบบ การสรรสร้างงานสถาปัตยกรรม เราต้องเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจวัสดุเหล่านี้ด้วยความตระหนักรู้ นี่คือกระบวนการวิจัย การศึกษาค้นคว้า กระบวนการทำงานของการรับรู้เพื่อความเข้าใจวัสดุเหล่านี้ด้วยความถ่องแท้สถาปัตยกรรมมีสารัตถะที่หนักแน่น มีตัวตน จับต้อง สัมผัสได้ มิใช่สิ่งที่เป็นนามธรรม ผังพื้นซึ่งถูกเขียนลงบนกระดาษมิใช่สถาปัตยกรรม แต่เป็นแค่เพียงตัวแทนที่จะสื่อถึงสาระที่แท้จริงของสถาปัตยกรรม เปรียบได้กับกระดาษบันทึกโน๊ตดนตรี ถ้าดนตรีจำเป็นที่จะต้องถูกแสดงออกผ่านผู้เล่นและเครื่องดนตรี สถาปัตยกรรมก็จะต้องถูกสร้างและใช้งาน เนื้อหาสารัตถะของมันจึงจะมีตัวตนขึ้นมา และเนื้อหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่รับรู้ได้ด้วยการสัมผัสเสมอ

งานออกแบบเริ่มต้นขึ้นด้วยการวางสมมติฐาน สร้างจินตภาพทางกายภาพ คาดคะเนรสสัมผัสของมันเมื่อถูกใช้งาน นั่นคือการคาดเดาถึงวัสดุที่จะถูกสร้างสรรค์ขึ้น ดังนั้นในการรับรู้ประสบการณ์ทางสถาปัตยกรรมในเชิงรูปธรรมจึงเกี่ยวโยงกับ การสัมผัส การมองเห็น ได้ยิน และได้รับรู้กลิ่น ดังนั้นการเกิดความตระหนักรู้ และทำงานร่วมกับองค์ประกอบเชิงคุณภาพเหล่านี้ จึงเป็นเนื้อหาใจความหลักของการเรียนการสอนสถาปัตยกรรมที่ถูกตั้งคำถามไว้ในเบื้องต้น

งานออกแบบที่เกิดขึ้นในสตูดิโอทำงานภายใต้เงื่อนไขของวัสดุ มีเป้าหมายอยู่บนสิ่งที่จับต้องสัมผัสได้ซึ่งประกอบขึ้นจากวัสดุจริง เช่น ดินเหนียว หิน ทองแดง เหล็ก ผ้าขนสัตว์ ผ้า ไม้ อิฐ และอื่นๆ “หุ่นจำลอง” ที่สร้างจากกระดาษแข็งในความเป็นจริงแล้วไม่มีตัวตน เป็นเพียงสิ่งสมมติ ที่จริงแล้วคือการสร้างวัตถุจริงสัมผัสรับรู้ได้ เป็นงานสามมิติบนพื้นฐานของมาตราส่วนจริงที่กำหนดขึ้น

เฉกเช่นเดียวกันกับการเขียนแบบ ผังพื้นแบบเข้าสเกลจึงมีจุดเริ่มต้นจาก “ของจริง” ดังนั้นกระบวนการออกแบบจะถูกย้อนกลับ จากมาตรฐานและความคุ้นเคยที่เริ่มต้นด้วย ‘ความคิด’ (idea) – ผังพื้น (plan) – วัตถุจริง (concrete object) ไปสู่การคิดคำนึงถึงวัตถุที่สร้างได้ในโลกแห่งความเป็นจริง แล้วจึงนำสิ่งเหล่านั้นมาเขียนลงในกระดาษ

ในหัวสมองเราบรรจุภาพสถาปัตยกรรมมากมายจากการใส่ใจและรับรู้สิ่งแวดล้อมรอบๆซึ่งที่มีอิทธิพลต่อตัวเรา เราสามารถเรียกภาพต่างๆเหล่านี้ขึ้นมาดู และพิจารณามันใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่นี่ยังไม่ใช่การสร้างงานออกแบบที่แตกต่าง หรือสถาปัตยกรรมรูปชิ้นใหม่ งานออกแบบต้องการภาพที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน ภาพเก่าที่เราบันทึกเอาไว้เพียงแต่ช่วยให้เราค้นหาสิ่งใหม่ๆนั้นเจอต่างหาก

การพิจารณาภาพต่างๆเหล่านี้เมื่อทำการออกแบบจะเกิดขึ้นในภาพรวมทั้งหมดของกระบวนการออกแบบ ด้วยธรรมชาติในตัวมันเอง ภาพเหล่านั้นสะท้อนถึงภาพความจริงที่เป็น ผนังและพื้น ฝ้าเพดานและวัสดุต่างๆ การให้อารมณ์ของแสงและสีในห้อง คือตัวอย่างเบื้องต้น และเรายังสามารถจินตนาการถึงรายละเอียดของการเปลี่ยนจากพื้นไปยังผนัง และจากผนังไปยังช่องเปิด นั่นคือความต่อเนื่อง ราวกับว่ากำลังดูภาพยนต์เรื่องหนึ่งอยู่ในหัวสมอง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราเริ่มต้นการออกแบบและพยายามที่จะสร้างภาพที่ปราถนาจะให้เป็นผ่านองค์ประกอบที่มองเห็นได้ของภาพอ้างอิงเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำได้อย่างง่ายดาย ในจุดเริ่มต้นของกระบวนการ ภาพต่างๆมักจะไม่เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ เราจึงพยายามที่จะเชื่อมต่อไปยังสาระสำคัญในงานนั้นๆและทำให้มันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเติมส่วนที่ขาดหายไปจากจินตภาพ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เราไม่หลงไปกับสาระในเชิงนามธรรมและทฤษฏี มันช่วยให้เรามุ่งไปสู่การค้นหาสภาวะที่แท้จริงและจับต้องได้ของคุณภาพทางสถาปัตยกรรม ช่วยเตือนสติไม่ให้เราหลงไปกับความสวยงามของ “แบบ” จนเริ่มสับสนว่าอะไรคือคุณภาพที่แท้จริงของงานออกแบบการสร้างภาพภายในจินตนาการนั้นถือเป็นกระบวนการธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการคิด ดังนั้น การเชื่อมโยง ความกระตือรือล้น อิสระ ความเป็นระเบียบแบบแผน ของกระบวนการสร้างจินตภาพทางสถาปัตยกรรม ที่ว่าง สีสัน และความรู้สึกสัมผัสรับรู้ เหล่านี้คือนิยามที่เหมาะสมและเป็นพื้นฐานในการให้คำจำกัดความ “การออกแบบ”